แชร์การทำงานต้นน้ำยันปลายน้ำ พร้อมมุมมองของทั้ง Analyst, Dev, ยัน QA

ตำแหน่งงานปัจจุบันของเราคือ Analyst

เนื้องานหลักๆก็คือการประสานงานไปมาระหว่าง business และ developer รวมไปถึงวิเคราะห์ requirement หรือหา root cause

ส่วนนึงของงานเราก็คือการทำ QA (Quality Assurance) ไปในตัว เพราะเราต้องทำ internal test เอง บวกกับดูแลเรื่อง deployment ต่างๆตามระบบที่บริษัทได้วางไว้

ส่วนงาน developer เป็นของแถมที่ได้มา เนื่องจาก bot ตัวที่ 2 ในแพลนนั้นมีความไม่สมดุลระหว่าง resource และ timeline เราที่เคยโค้ดมาก่อนก็เลยเข้าไปรับหน้าแทน

เป็นการทำงานที่เหมือนเราเดินวนๆที่เดิม 3 รอบด้วยมุมมองที่ต่างกันออกไปตามเลนส์ “หน้าที่” ที่สวมใส่ วันนี้ก็เลยอยากมาแชร์แต่ละมุมมองในแต่ละขั้นตอนให้ฟังกัน

⚠️ เตือนไว้ก่อน นี่เป็นแค่ประสบการณ์ส่วนตัว ในโปรเจ็คที่มีลักษณะเฉพาะเท่านั้น ถ้าโปรเจ็คอื่นที่สเกลแตกต่างจากนี้ก็จะมีรายละเอียดอื่นๆที่ไม่ตรงกันนะ

Project’s scope

โปรเจ็คนี้เป็นการสร้าง RPA (Robotic Process Automation) เพื่อให้ bot ทำงานแทนมนุษย์ในส่วนที่มีเนื้องานที่ซ้ำๆและปริมาณมาก bot จะรับข้อมูล input จาก user, ทำการตรวจสอบข้อมูลผ่าน validation criteria ต่างๆ แล้วจึงเข้า SAP ไป process transaction ตามที่ได้โปรแกรมไว้ ซึ่งทีมเราจะใช้ UiPath Orchestrator ในการพัฒนาและสั่งงาน bot…


แชร์ประสบการณ์ตรงและขั้นตอนในการเปลี่ยนสายงานแบบลงดีเทล

เมื่ออาทิตย์ก่อนได้เข้าไปร่วมวงสนทนาของน้องๆที่สนใจในสายงานด้าน UX โดยที่บางก็เป็น Dev บางคนก็ทำงานสาย IT อื่นๆ ตัวเราเองก็ได้แชร์ประสบการณ์และความคิดที่มีกลับไป พร้อมกับมนุษย์ UX อีกจำนวนหนึ่งในวงสนทนานั้น พอกลับมาบ้านก็เลยรู้สึกว่าอยากมาลองแชร์ประสบการณ์ตรง ลงดีเทลให้มันสุดๆไปเลย เพราะถึงแม้ว่าบลอคที่แล้วจะพูดถึงการเปลี่ยนสายไปแล้ว แต่มันเป็นแค่มุมมองกว้างๆ ไม่ใช่ Hand-on แบบอ่านจบปุ๊บ ทำปั๊บ ยื่นสมัครงานได้เลย

บลอคนี้เลยจะมาพูดถึงการเตรียมตัว เตรียมใจ แล้ววิ่งเข้าใส่ตำแหน่ง UX จากคนที่เคยเป็น Developer มาก่อน :3

*หมายเหตุ* เป็นประสบการณ์ส่วนตัว ซึ่งแต่ละคนมีมุมมองและบรรทัดฐานต่างกัน กรุณาใช้วิจารณญาณในการอ่าน และอีกอย่างที่ต้องย้ำคือ ข้อมูลชุดนี้เก่าแล้วนะ อาจจะไม่ได้อัพเดททันโลกปัจจุบันเท่าไหร่ (เราตั้งเป้าจะย้ายสายราวๆ 4ปีครึ่งก่อนหน้านี้ เตรียมตัวยื่นป.โทครึ่งปี เรียนโทอีก 2 ปี แล้วกลับมาสมัครงานเป็น UX ครั้งแรกเมื่อ 2 ปีที่แล้ว)

ถ้าพร้อมแล้วก็ ไปกันเลยยย (Photo from Pexels)

1. ถามตัวเองให้แน่ใจ

อะ แน่นอน การเปลี่ยนสายคือการเริ่มต้นใหม่ แล้วการเปลี่ยนสายไปเลยอย่างจริงจังคือการเริ่มใหม่จากศูนย์ เพราะงั้นสิ่งแรกที่แนะนำให้ทำคือการคุยกับตัวเองก่อน ตกลงกับตัวเองก่อน ว่าทำไมถึงอยากเปลี่ยนสาย ทำไมถึงไม่อยากทำงานปัจจุบันแล้ว แล้วทำไมถึงอยากไปสายใหม่ แล้วถ้าไปสายใหม่แล้วเจอปัญหาแบบเดิมจะทำยังไง จะรู้สึกยังไง จะยังทำมันอยู่มั๊ย หรือถ้ายังไม่แน่ใจ ถามตัวเองว่าพร้อมเสี่ยงแค่ไหน รับความล้มเหลวได้มากเท่าไหร่ Hint ให้นิดนึงว่าถ้าล้มเร็วก็ลุกได้เร็ว อย่ากลัวพลาด อย่ากลัวเสียเวลา ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมาแล้วย่อมดีเสมอ ;3 (การันตีจากคนที่ปัจจุบันไม่ได้ทำงาน UX แล้วแต่ไม่เคยเสียใจที่ตัวเองเปลี่ยนสายมาทางนี้เลย เดี๋ยวอธิบายเพิ่มท้ายบลอค)…


Developer -> Master Degree -> UX -> Analyst

เผื่อใครยังไม่รู้ เราเปลี่ยนสายงาน “อีกแล้ว” 5555+
ไหนๆก็เปลี่ยนไปๆมาๆเป็นว่าเล่นอยู่ละ เลยอยากมาแชร์ประสบการณ์ให้ฟังกัน :)

Disclaimer: ทั้งหมดในบลอคคือประสบการณ์ส่วนตัว และมุมมองส่วนตัว มันไม่ได้ถูกต้อง 100% แน่ๆ เราอยากแชร์เพื่อให้ใช้อ้างอิง แต่ไม่ได้แนะนำให้ทำตามนะ 😆

Take a chance to make a change (Photo from Pexels)

Start as a dev

จุดเริ่มต้นแรกสุด จากคนที่จบคณะซอฟต์แวร์ ก็ต้อง Developer น่ะสิ! สมัยที่ยังมี Native Android Dev ราวๆ 6 ปีที่แล้วได้ 5555+ ก็เป็นเด็กธรรมดา เรียนรู้ไปพลาง พัฒนาตัวเองไปพลาง ตัวเราชอบการเขียนโค้ดนะ เราสนุกกับ logic ต่างๆแล้วรู้สึกดีเวลาที่โค้ดเราเวิร์ค จนถึงปัจจุบันนี้ ถ้ามีคนถามโมเมนต์การทำงานที่เราแฮปปี้ที่สุด เราก็ยังจะตอบว่าเป็นตอนนึงในฐานะ dev ที่เรา figure out algebra ตัวนึงขึ้นมาแล้วปรับใช้เข้ากับ logic ในโค้ดจนมันสำเร็จ ถึงแม้ว่าตอนนี้เราจะเปลี่ยนสายงานไปไกลแล้ว ก็ยังไม่เจออะไรที่รู้สึกดีได้เท่าตอนนั้นเลยจริงๆ

แต่ก็นั่นแหละ พอทำมาปีนิดๆ เราก็ตกผลึกกับตัวเองได้ว่าเราไม่สามารถเขียนโค้ดได้ตลอดชีวิต คือพออยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีแต่คนเก่งๆอะ เราจะเริ่มเห็นเค้าคุยกันเรื่อง framework ใหม่ๆ structure ใหม่ๆ ซึ่งเราไม่อินและไม่เข้าใจ สำหรับเรา การอัพเดทข่าวสารในวงการคืออีกหนึ่งสิ่งสำคัญในการเติบโตในสายงาน ซึ่งพอเรารู้ตัวว่าไม่ได้อินแบบลงลึกขนาดนั้น เราก็เริ่มหา plan B ให้ตัวเอง…


Case study จากหนึ่งในโปรเจคที่ทำจริงภายในบริษัท non-IT Corporate

กลับมาอีกครั้งกับบลอค UX ตามใจคนเขียน 😂
ถึงชื่อหัวบลอคจะดูอลังการ จริงๆมันไม่ได้หรูหราเบอร์ใหญ่อะไรหรอก
เป็นชื่อ session เราเอางานที่ทำให้ฐานะ UX Designer/Researcher มาพูดให้คนในบริษัทฟัง เพื่อแชร์ประสบการณ์และตัวอย่างจริงๆที่เกิดขึ้นโดยใช้ User-Centered Design mindset ซึ่งเป็นหนึ่งในคีย์หลักที่บริษัทพยายามผลักดันอยู่

บลอคในคราวนี้ก็จะเป็นการแปลงเอาสิ่งที่พูดใน session วันนั้น แต่ตัด Confidential info ต่างๆออกไป จะเน้นพูดถึงวิธีการและประเภทของ Deliverable ที่ออกมาแทน

แล้วทั้งหมดของการทำโปรเจคนี้ ไม่ได้เสิจหารูปสวยๆแบบนี้เลยจ้าาา (Photo from Pexels)

Intro โปรเจคคร่าวๆ

เนื่องจากบริษัทเราไม่ใช่ IT-based (แต่เราอยู่ในแผนกไอที) initiation ของโปรเจคใดๆส่วนใหญ่จะมาจากฝั่ง business ที่เป็นคนกุมบังเหียนแนวทางต่างๆ โปรเจคนี้ก็เช่นกัน Biz เป็นคนที่เริ่มไอเดียขึ้นมา แล้วติดต่อทางฝั่ง IT ให้ implement ระบบ โดยการรวมตัวระหว่างสองฝั่งขึ้นมาจะเรียกว่า “Project team” คือทีมเฉพาะกิจที่จัดตั้งขึ้นมาทำงานร่วมกัน เพื่อวางแผน พัฒนา และทดลอง ตามไอเดียตั้งต้น เมื่อผ่านการทดสอบและคิดว่าใช้งานจริงได้แล้ว โปรเจคทีมก็จะยุบตัวหายไป Operation…


แชร์ประสบการณ์ + Lesson learned จากการออกไปหาลูกค้า B2B ครั้งแรก

หลังจากทำงานเป็น UX มาซักพัก ก็เริ่มอยากขยับขยาย work scope ให้กว้างขึ้นนอกเหนือจากงาน Design ที่เคยๆทำมา พอดีมีเพื่อนร่วมทีมที่ต้องไปสัมภาษณ์ลูกค้าที่อินโดนิเซีย + หัวหน้าเห็นว่ามันเป็นโอกาสดีที่เราจะได้เรียนรู้เพราะเรายังไม่เคยทำ research จริงจัง ก็เลยได้ตามไปทำงานด้วย จนตอนนี้กลับมาปั่นรีพอร์ทและส่งมอบงานแล้ว เลยอยากเขียนบลอคนี้ไว้เป็นที่ระลึกและร่วมแชร์ให้เพื่อนๆฟังกัน

อนึ่ง ความหมายของ Research และวิธีการต่างๆจะแตกต่างกันออกไปตามแต่การเรียนรู้ บริษัท วัฒนธรรม และแม้กระทั่งบุคคล เพราะงั้น Feel free to share นะคะ :3

Photo from pixabay

Background

เกริ่นก่อนถึงที่มาที่ไปของการทำ Research ในครั้งนี้ บริษัทเราเป็นการค้าขายแบบ B2B (Business to business) ซึ่งลูกค้าที่เราจะไปหาในครั้งนี้คือบริษัท Distributor ที่ซื้อของลอตใหญ่ๆจากบ.เราไปขายต่อให้กับลูกค้ารายย่อยอีกที เพราะงั้น Customer End consumer นาจา~

ซึ่งลูกค้าที่ซื้อสินค้าจากทางเรา ก็จะมีการใช้ Online platform ตัวนึงในการสั่งซื้อและจัดการต่างๆ โปรเจคที่ส่งพวกเรามาหานางๆก็คือเกี่ยวกับ Platform นั้นแหละ แต่ Goal จริงๆไม่ใช่แค่การมาถามความคิดเห็นเกี่ยวกับ system แต่จะเป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับ Process การทำงานโดยรวมเพื่อมองหา opportunities ใหม่ๆในการพัฒนาหรือปรับปรุงประสบการณ์ต่างๆในการทำงานร่วมกัน…


Personal experience sharing on current work with little hope for a better future :v

Disclaimer: This is my personal experience based on my point-of-view only. Some occurrences might or might not similar to other case scenarios in other companies, countries, or products. Would appreciate any sharing or discussion 😉

Photo credit: pexel

For a while that I worked in this in-house project as a UX Designer. Most of the work is to collaborate with POs (Don’t forget that s — yes, we have many POs in this project) to come up with the design for each story they created. If I’m lucky enough…


เหมือนหรือต่าง อะไรยังไงไหนเล่ามาซิ~

ช่วงเดือนที่ผ่านมาได้มีโอกาสทำ workshop มากมายภายในบริษัท เนื่องจากอยู่ในทีม UX ที่ทุกคนไว้เนื้อเชื่อใจว่า expertise กันเรื่องนี้ (ซึ่งจริงๆ activity lead คือรุ่นพี่ในทีม ตัวเราเน้นช่วยประสานงานและมีส่วนร่วมเฉยๆ) ซึ่งธีมหลักๆก็มีไม่กี่อย่าง Design Thinking (หลังจากนี้จะย่อเหลือ DT) และ User Centered-Design (ที่หลังจากนี้ก็จะย่อเหลือ UCD) แล้วสองอย่างนี้เหมือนหรือต่างกันมั๊ย อะไรยังไง ก็เลยว่าจะมาเล่าให้ฟังกัน

People photo created by rawpixel.com — www.freepik.com

Design Thinking = Framework

เคยดูลิงค์ E-learning สั้นๆเปรียบเทียบระหว่าง 2 อย่างนั้นอยู่ (ขออภัย มันนานมากแล้วเลยหาลิงค์ไม่เจอ 555+) สรุปง่ายๆตามที่เข้าใจและจำได้ก็คือ DT เป็น framework เป็นกรอบไอเดียคร่าวๆที่สามารถนำไปใช้ apply กับอะไรก็ได้

เราสามารถ empathize ทำความเข้าใจใครหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง, define ระบุปัญหาและ pain point ของเรื่องนั้นๆ , ideate ระดมความคิดหาทางแก้ไขปัญหา, prototype & test ทดสอบว่าไอเดียของเรามันเวิร์คจริงๆมั๊ย ซึ่งกระบวนการนี้เราจะเอาไปใช้ในการทำงาน การใช้ชีวิต การวางแผนนู่นนี่ได้ทั้งหมด

สิ่งสำคัญคือ solution ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ที่แอปมือถือหรือเว็บไซต์ ผลลัพธ์ที่ออกมาจะเป็นอะไรก็ได้ ซึ่งยิ่งคำตอบเรียบง่ายเท่าไหร่ มันจะยิ่ง impact มากขึ้นเท่านั้น ยกตัวอย่างเคสที่น่าสนใจมากๆ เรื่องการแก้ปัญหาชีวิตประจำวันของคนเป็นโรคพาร์กินสันโดย Mileha Soneji ตามคลิปข้างล่าง…


แชร์ประสบการณ์การทำงาน UXในบริษัทมหาชนชนชนชน~

ดู learning curve และ process layers เหล่านั้นสิพี่ชายยย //photo by jcomp

เพิ่งจะพูดเรื่องไม่ดีของ Startup ไปแหมบๆ บลอคต่อมาก็เลยอยากจะมาแชร์เรื่องการทำงานใน corperate ดูบ้าง 55555+ เช่นเคย ทั้งหมดนี้คือประสบการณ์ส่วนตัว+ที่ได้ยินได้ฟังมา เราก็ไม่เคยทำงานบ.ใหญ่ๆมาก่อน มุมมองอาจจะแคบไปบ้างอะไรบ้าง มีคอมเมนท์หรือข้อโต้แย้งใดๆ มาคุยกันได้นะ อยากฟัง : )

ประจวบเหมาะกับครบ 11 เดือน ที่เขียนบลอคมุมมอง UX Designer ในสายตาตัวเองเอาไว้ เลยคิดว่าเป็น checkpoint ที่ดีที่จะมาพูดคุยเรื่องตำแหน่งงานนี้อีกครั้ง ใน position ที่ต่างออกไปนิดนึง

ย้ายมาบ.ใหญ่รู้สึกยังไง

อืมม ในฐานะคนที่คุ้นชินกับ startup, บริษัทเล็กๆ, หรือบริษัทระดับกลางที่ fast pace มากๆ พูดเลยว่าช้าาาาาเว่ออออ 55555555555+ ระบบ process ที่ยิ่งใหญ่ ขั้นตอนหลายชั้นสลับซับซ้อน เพราะคนเยอะ ลำดับขั้นเยอะ process ก็จะนานตามตัว บวกกับการเป็นคน IT ที่ทำ Agile มาตลอด พอมาเจอคนธรรมดาเยอะๆขึ้น การสื่อสารก็กินเวลาเพิ่มขึ้นไปอีกนิดนึง แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่เข้าใจและยอมรับได้น่ะนะ

อีกเรื่องนึงคือสเกลของงาน แต่ก่อนเจองาน platform ชิ้นนึงก็รู้สึกว่าใหญ่มากๆแล้ว พอมาเจอบ.ที่ใหญ่ยิ่งกว่า กลายเป็นว่า platform ระดับนั้นเป็นแค่ 1 ในหลายๆ item ใน 1 package ซึ่งก็มีหลายๆ package ใน 1 workstream ซึ่งก็มีหลายๆ workstream ใน 1 project ซึ่งก็มีหลายๆ project ใน 1 tower แล้วก็ขึ้นไปอีก ขึ้นไปอีก ขึ้นไปอีกกกก เยอะแยะมากมาย learning curve ก็สูงขึ้นเป็นเงาตามตัว คืองาน UX อะเนอะ ต้องเข้าใจทั้ง Techinal, Business และ…


เหตุผลร้อยแปดพันเก้าที่เราจะไม่เข้า startup อีกต่อไปปป…

อนึ่ง: บทความนี้ไม่ได้มีเจตนาจะพาดพิงใครหรือบริษัทใดๆทั้งสิ้น เป็นเพียง self-reflection ทบทวนตัวเอง จากมุมมองและประสบการณ์ของตัวเราเองคนเดียว ฟังความด้านเดียวก็ใช้วิจารณญาณกันให้ดีนะจ๊ะ

Photo by Allie Smith from Pexels

เอาจริงๆประสบการณ์ชีวิตเราก็ไม่ได้เยอะแยะอะไร เคยทำ Startup มาสองที่ Corperate ที่ fast-pace มากๆอีกหนึ่ง ส่วนตอนนี้เพิ่งย้ายมาอยู่ Corperate แบบ full-stream จริงจังเป็นครั้งแรก (เวลายังไม่นานพอ ไว้ครบปีจะมา reflect ใหม่ lol) ซึ่งที่เก่าๆล้วนทำอยู่ได้ประมาณปีเดียว (Corperate ก่อนหน้าต้องออกเพราะสมัครเรียนต่อไปก่อนหน้านั้น ไม่งั้นน่าจะอยู่ยาวกว่านี้) มุมมองที่จะแชร์วันนี้มันอาจจะตื้นเขินเกินไปสำหรับใครๆ ถ้ามีคอมเมนท์อะไรแชร์ได้นะคะ อยากฟัง : )

Startup ที่เราพูดถึงจะไม่ได้มีแค่ที่เราเคยทำงานในฐานะพนักงานเท่านั้น แต่จะรวมถึง Startup ที่เราเคยพูดคุยกับเพื่อนๆ พบเห็นหรือพบปะตามอีเวนท์ต่างๆ หรือแม้กระทั่งร่วมงานด้วยในฐานะต่างๆที่ต่างกันออกไป บางทีก็มีมุมภายในบ้าง ภายนอกบ้าง ปนๆกันไปเนอะ

ถ้าเข้าใจที่ชี้แจงมาทั้งหมดแล้ว ก็เข้าลิสต์เหตุผลที่เรามีกันเลยดีกว่าาา

Startup ต้องใจรัก

แหงล่ะ บ.เล็กๆส่วนใหญ่ เงินเดือนหรือสวัสดิการต่างๆก็สู้บ.ใหญ่ทุนหนาไม่ได้อยู่แล้ว เพราะงั้นเหตุผลหลักๆที่คนยังสู้กันต่อไป ส่วนตัวเราเลยว่าเพราะใจล้วนๆ ไม่รักที่ตัวงานตัวบริษัท รักที่ Product ก็รักที่ทีม คือเราว่าไม่ต้องรักทุกอย่างที่กล่าวมาก็ได้ แต่อย่างน้อยต้องมีซักอย่างที่ยึดเหนี่ยวจิตใจพนักงานคนหนึ่งๆเอาไว้…


What I learn, and need to keep in mind, from socializing with UX people

Disclaimer: This is what I observed among my small group of UX friends, it might not 100% correct so feel free to share your thought!

Photo by mentatdgt on pexels

It has been over a month since I moved to the new environment, I got a chance to meet many people in the related field and learned from them. Being with them off-site the work showed me many aspects and give me an idea of a different meaning of the abbreviation ‘UX’.

Here’re what I’ve got:

U is not only for the User

Well, we’ve all learned that…

Mizusora

ex-UX who’s still wondering around~ www.linkedin.com/in/pirasa

Get the Medium app

A button that says 'Download on the App Store', and if clicked it will lead you to the iOS App store
A button that says 'Get it on, Google Play', and if clicked it will lead you to the Google Play store